Friday, January 28, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(9)

สูตรลับที่ 2 : การอ่านไปข้างหน้า "ใช้ตาประสานมือ"

บ่อยครั้งที่เราคิด-เข้าใจอยู่อย่างเดียวว่า การอ่านหนังสือต้องใช้ "นัยน์ตา" จนลืมไปว่า "มือ" ก็เป็นอวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านได้เป็นอย่างดี


การใช้ตาให้สัมพันธ์กับมือ

ในการอ่านหนังสือโดยใช้นัยน์ตากับมือให้สัมพันธ์กันนั้น ขอให้คุณจำหัวใจสำคัญไว้สั้นๆ
ว่าเป็นการใช้ "มือนำ-ตาตา" ซึ่งจะมีประโยชน์ดังนี้

* เมื่อเราใช้ปลายนิ้วมือชี้ลงไปใต้บรรทัดที่กำลังอ่าน ก็จะช่วยใหสายตานั้นโฟกัสได้ถูกจุด จะเดินหน้าหรือจะหยุดตรงสาระที่สำคัญๆก็ทำได้ง่าย ในส่วนที่เป็นคำขยายความที่ไม่มีสาระสำคัญก็สามารถจะเคลื่อนสายตาและปลายนิ้วให้ผ่านไปโดยรวดเร็วได้

*ช่วยให้การอ่านนั้นเดินไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับไปกลับมาเพราะปลายนิ้วมือนั้นชี้ที่ใต้บริเวณหรือจุดที่กำลังอ่านอยู่ ซึ่งจะเป็นการบังคับสายตามิให้ย้อนกลับ หรือย้ายที่ไปอ่านตรงบริเวณอื่น อีกทั้งยังช่วยรักษาสมาธิการอ่านไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

ใช้เครื่องช่วยชี้ให้เป็นประโยชน์

ที่สำคัญนอกจากการใช้ปลายนิ้วมือแล้ว อุปกรณ์อื่นๆ ที่มีรูปทรงเป็นแท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 6-10 นิ้ว เช่นดินสอ หรือปากกาลูกลื่นปลายแหลมๆ ตะเกียบหรือไม้ถักนิตติ้ง ล้วนสามารถใช้เป็นเครื่องช่วยชี้ (Guide)
ได้เป็นอย่างดีเพียงแต่ว่าควรเลือกอันที่เป็นสีอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยให้สบายตาและอ่านได้นานมากยิ่งขึ้น

โพสต่อไปจะกล่าวถึง ความเห็นที่แตกต่าง และ อ่านไปข้างหน้าเท่านั้น

เทคนิคการอ่านเร็ว(8)

ต่อไปจะเป็น ข้อยืนยัน ต่างๆที่เคยมีการทดสอบการใช้เทคนิคในอ่านสูตรลับที่ 1 มาแล้ว

* สำหรับการอ่านของเด็กๆ ด้วยการออกเสียงดังให้ครู-อาจารย์และผู้ปกครองได้ยินนั้นก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่เราจะได้รับรู้ว่าพวกเขาอ่านถูกต้องหรือไม่ หรือออกอักขระ ร ล ได้ถูกต้องหรือเปล่า

* คนเราอ่านด้วยตา-ประสาท-สมอง โดยใช้เครื่องช่วยชี้ (Guide) และไม่ออกเสียงก็สามารถจะทำความเร็วได้ถึงนาทีละ 300-500 คำ ได้โดยไม่ยาก

* แต่ถ้าอ่านด้วยการออกเสียงพึมพำ หรืออ่านเป็นคำๆ อยู่ในใจตามไปด้วยแล้ว ก็เท่ากับว่า แทนที่จะเป็นความเร็วในการอ่านด้วยตากลับกลายเป็นความเร็วในการอ่านออกเสียงไป ซึ่งทำอย่างไรก็จะไม่เกิน 150 คำต่อนาที


วิธีการอ่านโดยไม่ออกเสียงนี้ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่เราทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วในการอ่านได้ทันที เราพิสูจน์กันได้ง่ายๆ เพียงคุณทดลองจับเวลาในการอ่านหนังสือสัก 2 นาที ด้วยการอ่านทั้งแบบออกเสียง และไม่ออกเสียง เมื่อเปรียบเทียบกันก็จะพบว่า คุณสามารถจะอ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 30-40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ส่วนบทความหน้าเตรียมตัวพบกับ สูตรลับที่2 : การอ่านไปข้างหน้า "ใช้ตาประสานมือ"

Thursday, January 27, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(7)

อ่านด้วยตาและสมอง

แต่ถ้าเราพยายามอ่านโดยงดการออกเสียงอย่างเด็ดขาด ก็จะเหลือเพียงการใช้ความเร็วของสายตาอ่านข้อมูลเข้ามาแล้วโอนผ่านขึ้นสู่สมองด้วยความรวดเร็ว
เปรียบได้กับการโอนเงินในบัญชีธนาคารของเรา จากบัญชีหนึ่งไปสู่อีกบัญชีหนึ่งได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็ว หรือถ้าจะให้จำได้ง่ายๆ อาจจะเรียกว่าเป็นกระบวนการแบบหนึ่งต่อหนึ่ง คือจากตาสู่สมองเท่านั้นไม่ต้องวกไปวนมา

เทคโนโลยีในอนาคต

ในปัจจุบันเรามีเครื่องสแกนภาพจากหนังสือ (scanner) เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดสัญญาณจากการสแกนอ่านหนังสือที่เป็นภาพ (Image) ในแต่ละหน้าให้กลายเป็นตัวหนังสือ (Digital) บันทึกไว้เป็นแฟ้มหรือไฟล์ตัวอักษรหรือข้อมูลได้

แต่ถ้าเราจะจินตนาการต่อไปในทำนองเดียวกันนี้ ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตก็อาจจะมีเครื่องสแกนเล็กๆ
สักอันมาติดไว้ในฝ่ามือของเรา พร้อมทั้งมีสายส่งสัญญาณไปที่แผ่นกลมๆ บางๆ เล็กๆ สัก2 อันที่แปะติดอยู่บริเวณขมับหรือหน้าผากซ้ายขวาของเรา

จากนั้นเราก็เลื่อนมือลงเพื่อสแกนหนังสือแต่ละหน้า แล้วข้อมูลหรือสาระหนังสือในหน้านั้นก็จะเข้าไปบันทึกอยู่ในสมองหรือความจำของเรา ใครจะไปรู้ว่าการอ่านหนังสือในแบบที่ไม่ต้องใช้สายตาอาจจะมาถึงเราสักวัน !

ส่วนในโพสต์หน้าจะเป็นหัวข้อเรื่อง ข้อยืนยัน จากการที่ได้มีทดสอบกันมาบ้างแล้ว...

Wednesday, January 26, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(6)

สูตรลับที่ 1 : ห้ามอ่านออกเสียง

ถ้าเราอยากจะอ่านเร็ว (speed reading) ให้มากกว่าเดิมสัก 30-40 เปอร์เซ็นต์ สูตรลับประการแรกก็คือ "ห้ามอ่านออกเสียง" การอ่านออกเสียงที่ว่านี้ เป็นทั้งการเปล่งเสียงดังออกมา จนคนที่อยู่ข้างๆตัวเราได้ยิน หรือการออกเสียงพึมพำอยู่ในลำคอ (subvocalization) รวมถึงการอ่านเป็นคำๆเสมือนการอ่านออกเสียงในใจ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อห้ามไม่ควรปฏิบัติ เพราะจะกลายเป็นว่าเรากำลังอ่านออกเสียงด้วยความเร็วของการออกเสียงหรือ การพูด (ซึ่งค่อนข้างช้า)

เหตุผลง่ายๆก็คือ อวัยวะในร่างกายของเราต้องทำงานกันหลายทอดคือจากสายตาที่อ่านหนังสือ เซลล์ประสาทตารับภาพเข้ามา แล้วก็จะส่งข้อมูลขึ้นสู่สมอง จากสมองก็จะสั่งการลงมายังกล่องเสียงให้มีการออกเสียงเป็นคำๆ ตามภาพที่อ่านเข้ามา เมือมีการถ่ายทอดสัญญาณทั้งการสั่งการและส่งข้อมูลเกิดขึ้นหลายทอดหลายระบบ ความล่าช้าจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ


เดี๋ยวโพสต์หน้าจะมาต่อด้วยเรื่อง "อ่านด้วยตาและสมอง" นะคับ

Tuesday, January 25, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(5)

ต่อจากโพสต์ที่แล้วนะคับ รับชมกันต่อเลย...

คำแนะนำของเราในการอ่านให้เข้าใจแก่นของหนังสือนั้นควรเรียงลำดับไปตามนี้คือ อ่านปกหลัง ปกหลัง ปีกหน้า-หลัง (ถ้ามี) สารบัญ จากนั้นก็มาถึงคำนำหรือบทนำ เพียงแค่นี้คุณก็จะรู้ว่าคุณควรใช้เทคนิคการอ่านแบบใดในส่วนไหนของแต่ละบท

เทคนิคในการอ่านให้เร็วและได้ใจความ

แม้เราจะมีความตั้งใจอย่างดี มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เพียบพร้อมด้วยสมาธิในการอ่าน แต่ถ้าไม่มีเทคนิควิธีการอ่านหนังสือหรือตำราในรูปแบบที่ถูกต้อง ความล้มเหลวในการอ่านก็จะเกิดขึ้นได้ และความท้อถอยก็จะติดตามมา

เทคนิคต่างๆทั้่ง 5 อย่างในบทนี้ ได้มีผู้ลองปฏิบัติและประสบความสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก รวมทั้งผู้นำและบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายๆ คนที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว เทคนิคเหล่านี้หลายๆอย่างก็เป็นเรื่องง่ายๆ ชนิดที่คุณไม่คาดคิดและไม่ว่าใครก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่เรื่องที่ยากกว่าและไม่เกินความคาดหมายกลับกลายเป็นเรื่องของความตั้งใจ ความอดทน และความเพียรพยายามในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการในการอ่านให้เร็วและให้ได้ใจความตามต้องการ

ขอย้ำแก่คุณผู้อ่านอีกครั้งว่า เทคนิคในการอ่านเร็วด้วยวิธีการต่างๆเหล่านี้ อาจถือได้ว่าเป็นสูตรลับสำหรับการนำไปฝึกฝนอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อทำจนคุ้นชินเป็นนิสัยแล้ว ความสามารถพิเศษนี้ก็จะติดตัวเราไปจนแก่เฒ่า และถ้าจะถามว่าทำไมจึงต้องเน้นกันนักให้นำเทคนิคตามสูตรลับการอ่านเร็วนี้ไปฝึกปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติอีก คำตอบก็คือ...เราเชื่อในสัจธรรมที่ว่า....


บอกผม....แล้วผมก็คงจะลืม (อย่างแน่นอน)

แสดงให้ผมดู....และผมก็คงจะจำได้ (ไม่ค่อยแน่ใจ)

ปล่อยให้ผมทดลองทำ....แล้วผมก็จะเข้าใจ (ใช่เลย)

Monday, January 24, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(4)




- การอ่านตำราวิชาการ

ผู้อ่านต้องตระหนักไว้เสมอว่าการอ่านตำราวิชาการก็แบบหนึ่ง การอ่านหนังสือพิมพ์และแมกกาซีนก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้ามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และเลือกใช้วิธีการให้ถูกต้องแล้ว ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการอ่านก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

บางคนเมื่อยอยากจะอ่านหนังสือตำราวิชาการสักเล่มหนึ่ง หลังจากหยิบขึ้นมาแล้วก็ลงมืออ่านไปเลยตั้งแต่หน้าแรกไปจนหน้าสุดท้าย โดยไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษแต่อย่างใด และก็ไม่เข้าใจด้วยว่า องค์ประกอบของหนังสือและโครงสร้างการนำเสนอจากผู้แต่งหนังสือนั้นๆ เป็นอย่างไร แน่นอนที่สุดเวลาที่จะต้องใช้ไปกับการอ่านทุกตัวอักษรในทุกๆ หน้าย่อมจะกินเวลาชีวิตของเขาผู้นั้นไปอย่างน่าเสียดาย

*คนอ่านต้องเข้าใจคนเขียน*

คนเขียนหนังสือ ไม่ว่าหนังสืออะไร เขาต้องมีแกนหรือแก่นของเรื่องอยู่ในความคิดเสียก่อน หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ ขยายความออกไปจากแก่นของเรื่องทีละนิดทีละหน่อย เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจหรือให้ได้อรรถรส หน้าที่ของผู้อ่านก็คือ เมื่ออ่านทั้งเล่มแล้วควรจะเข้าใจได้ว่า แก่นของเรื่องที่อยู่ในความคิดของผู้เขียนนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ? อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า "สุดยอดนักอ่าน"

Sunday, January 23, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(3)

- การอ่านเร็ว VS. ประเภทหนังสือ

การอ่านเร็วนั้นมีความหมายเป็น 2 นัยคือ "ความเร็วในการอ่าน" และ "ความเข้าใจในสาระที่อ่าน" ซึ่งก็แน่นอนว่าเทคนิคในการอ่านแต่ละแบบก็จะให้ความเร็วในการอ่านที่แตกต่างกัน ส่วนความเข้าใจในสาระนั้นอาจจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก (ถ้าฝึกฝนมาดี) นอกจากนี้แล้วหนังสือแต่ละประเภทก็เป็นตัวแปรที่สำคัญอันเนื่องมาจากคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

หนังสือบางเล็มก็ต้องค่อยๆอ่านอย่างละเมียดละไมให้ซาบซึ้งในอรรถรสอย่างเช่น กวีนิพนธ์ (กาพย์ กลอน)
บทประพันธ์ วรรณคดี หรือหนังสือบางประเภทก็สามารถอ่านให้เร็วขึ้นได้ เพราะมีข้อความปนกับภาพชวนให้ติดตามอย่างเช่น หนังสือการ์ตูน และหนังสือเด็ก หนังสือบางอย่างก็เป็นนวนิยายหรือประวัติศาสตร์
ศิลปศาตร์ การตลาด การบริหาร หรือบันเทิงคดีที่อ่านได้สบายๆ ง่ายๆ เร็วๆ แต่ถ้าเป็นแนววิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ก็อาจต้องลดความเร็วลงบ้าง

เราจึงต้องรู้ด้วยว่า เรากำลังจะอ่านหนังสือประเภทใดและควรจะใช้เทคนิคการอ่านเร็วด้วยวิธีไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด


--- หนังสือแต่ละเล่มนั้นก็เหมือนอาหารแต่ละประเภท ---

*บ้างก็ไว้ชิม-ไว้ละเลียด
*บ้างก็มีไว้ให้เคี้ยวให้ละเอียด
*บ้างก็มีไว้กลืน-ห้ามเคี้ยว

เราจึงต้องรู้ด้วยว่า หนังสือเล่มที่เรากำลังจะอ่านนั้นเสมือนอาหารประเภทใด ถ้าเป็นตำราวิชาการก็ต้องอ่านคนละแบบกับการอ่านวรรณกรรม

- เซอร์ฟรานซิส เบคอน -

Saturday, January 22, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว(2)




หลังจากที่ได้อัพตอนแรกของเทคนิคการอ่านเร็วไปแล้ว ส่วนในPostนี้ผมจะอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมจากครั้งแรก ซึ่งต้องบอกเลยว่าข้อมูลเยอะจริงๆ มาต่อกันเลยดีกว่า



- การอ่านเร็ว (Speed reading)

การอ่านเร็ว (Speed reading) คือการรวบรวมวิธีการต่างๆที่จะทำให้คุณได้อ่านเร็วขึ้นโดยที่ยังสามารถเข้าใจหรือจับใจความสำคัญของเนื้อหาที่อ่านได้ โดยบางวิธีอาจจะเป็นการใช้ประโยชน์จากกลไกทางสายตาในการจัดกลุ่มคำแล้วก็อ่านเป็นช่วงๆ หรืออาจจะใช้กลไกในการจำภาพของสมองซึ่งเป็นการอ่านแบบจำภาพตัวหนังสือ หรืออาจจะเป็นการอ่านแบบมาตรฐานทั่วไป โดยใช้สายตาอ่านสถานเดียวโดยไม่ออกเสียงคำที่อ่านเลยแม้แต่น้อย

รวมความแล้วก็คือ แม้จะมีเทคนิคการอ่านเร็วอยู่หลายวิธีและทุกวิธีล้วนมีประโยชน์ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญไปเสียหมด เราอาจจะถนัดหรือคุ้นเคยกับบางเทคนิคเท่านั้น หรืออาจจะมีบางคนนำ 2-3 เทคนิคมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ทั้งนั้น

Thursday, January 20, 2011

เทคนิคการอ่านเร็ว



วันนี้พอดีไปเจอข้อมูลดีๆมา เลยอยากแนะนำเพื่อนๆที่แวะเข้ามาในบล๊อกเกี่ยวกับเทคนิคการอ่านเร็ว(อ่านหนังสือนะคับ) สำหรับตัวผมนั้นคิดว่าช่วยได้เยอะเลย เพราะเป็นคนอ่านจับใจความช้ามาก ไม่ใช่ว่าสะกดไม่ถูก อ่านไม่ออกน่ะ แต่ผมมักจะพยายามเข้าใจเนื้อหาหรือตัวหนังสือในส่วนนั้นให้เข้าใจก่อน ถึงจะค่อยไปอ่านในบรรทัดต่อไป นั้นก็ทำให้บางครั้งผมใช้เวลาในอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนานมาก และเผอิญไปเจอเทคนิคดีๆเลยอยากจะมาเผยแผ่ต่อน่ะคับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ทำไมต้อง 21 วัน?

จากผลงานวิจัยของ ดร.มาร์ติน เซลิกแมน นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ระบุว่า การที่คนเราทำอะไรซ้ำๆกันได้ถึง 21 ครั้ง สมองก็จะรับรู้เข้าสู่ความจำระยะยาวในส่วนที่เป็นจิตใต้สำนึกและเป็นอัตโนมัติ
คราวนี้คุณคงมาถึง บางอ้อ แล้วละสิว่า ถ้าคุณฝึกตามวิธีของเราสัก 21 วัน เทคนิคที่คุณฝึกก็จะไปอยู่ในจิตใต้สำนึกกลายเป็นความชำนาญการอยู่ลึกๆ คราวนี้คุณอ่านหนังสือทีไรประสาทอัตโนมัติของคุณก็จะทำงาน แววของการเป็นนักอ่านเร็วขั้นเทพก็จะเริ่มฉายออกมาแล้วล่ะ

ยังไม่จบน่ะคับข้อมูลยังมีอีกเยอะ จะมาทยอยอัพเดทให้เรื่อย ......

Saturday, January 15, 2011

Keyword content Link ?




.......................Keyword content Link ? ..........................

คำสามคำข้างต้นนั้น ทำไมตัวผม ณ ขณะนี้มึนพอสมควรที่ได้ลองมาจับมาลองทำอะไรใหม่ๆ หลังจากที่ได้เห็นพี่ๆน้องๆ ที่รุ้จักออกตัวทำกันไปบ้างแล้ว มันยิ่งทำให้เหมือนเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวผมนั้น ต้องทำบ้างล่ะ ซึ่งก็ไม่รุ้ว่าจะไปในทิศทางที่ดีหรือป่าว แต่อย่างน้อยการได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มันเหมือนว่าเราได้เปิดหน้าต่างอีกบาน ที่เราไม่เคยรู้จัก ตอนนี้ก็ได้แต่เก็บข้อมูลไปพล่างๆ ก่อน ว่าจะลงมือทำจิงจังประมาณเดือน3 ถึงตอนนั้นแล้ว กระผมจะมารายงานให้ฟังอีกทีละกันว่า รุ่งหรือร่วง ฮ่าๆ.....